Once in a lifetime พม่า ตอนที่ 2 :ธีรภาพ โลหิตกุล:

 

คอลัมน์ Once in a lifetime ตอนที่ 9/25.19.13

เวบไซต์ http://imageholiday.com/

เรื่องและภาพ...ธีรภาพ โลหิตกุล

‘สิเรียม’สาวพราวเสน่ห์

ห่างจากย่างกุ้งไปทางรถไม่ถึงชั่วโมง ผมชอบพาใคร ๆ ไปเยือนเมืองเล็กๆ ที่น่ารักทั้งชื่อเมืองและพลเมือง นั่นคือ “สิเรียม” (Syriem) เหมือนชื่อดาราพิธีกรสาวของไทย ซึ่งในความจริงก็เกี่ยวพันกันจริง ๆ ด้วย เพราะคุณสันติ เศวตวิมล (แม่ช้อย นางรำ) นักชิมและนักหนังสือพิมพ์อาวุโส เคยมาทำข่าวที่เมืองนี้ แล้วประทับใจในชื่อเมืองสุดคลาสสิก จึงนำไปตั้งชื่อสำหรับใช้ในการแสดงให้คุณแอน – สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ สุดเท่

เสน่ห์ของคุณแอน เอ๊ย...ของเมืองสิเรียม ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง คือพระเจดีย์กลางน้ำ หรือ “เย เล พญา” ณ จุดบรรจบของแม่น้ำย่างกุ้ง – ลำน้ำสาขาของอิระวดี กับแม่น้ำพะโค ที่ไหลลงมาจากหงสาวดี จึงโดดเด่นเป็นสง่ากลางสายธารา ที่สำคัญคือยังเชื่อกันว่าในองค์พระเจดีย์มีพระเกศาธาตุ (เส้นผม) ของพระพุทธเจ้าบรรจุอยู่ รวมทั้งยังประดิษฐาน “หลวงพ่อกลางน้ำ” พระพุทธรูปปางมารวิชัยทรงเครื่องกษัตริย์ ที่มีพุทธลักษณะงดงามเหลือเกิน โดยแกะสลักจากหยก 6 ชิ้นแล้วนำมาประกอบกัน

มีตำนานเล่าขานว่า คหบดีชาวมอญผู้สร้างพระเจดีย์องค์นี้ ได้ตั้งจิตอธิษฐานระหว่างการก่อสร้างว่า หากน้ำท่วม ก็ขออย่าท่วมองค์พระเจดีย์ ถ้ามีคนมากราบไหว้จำนวนมากเพียงใด ก็ขอให้ไม่มีวันล้นเต็ม แม้ว่าพื้นที่ของพระเจดีย์จะมีสภาพเป็นเพียงเกาะเล็ก ๆ กลางแม่น้ำกว้างใหญ่เท่านั้น เล่าขานอีกว่าในเทศกาลออกพรรษา ซึ่งเป็นงานบุญประจำปีของวัดพระเจดีย์กลางน้ำ ทุก ๆ ปีจะมีพุทธศาสนิกชนขึ้นไปกราบไหว้พร้อมกันเรือนหมื่น ทั้ง ๆ ที่ในสายตาผมกะประมาณว่าแค่ 200 คนขึ้นไปพร้อม ๆ กัน ก็แทบไม่มีที่จะยืนแล้ว เรื่องอย่างนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อถือศรัทธา มากกว่าที่จะไปพิสูจน์หาความจริงให้วุ่นวาย

ที่เจดีย์กลางน้ำแห่งนี้ ยังมีมณฑปประดิษฐาน “พระอุปคุต” ที่ชาวบ้านทั้งมอญพม่า ลาว ไทยนับถือ ตามตำนานว่าท่านมีอิทธิฤทธิ์ต่อสู้กับพญามาร ที่มาขัดขวางการสังคายนาพระไตรปิฎกเมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน ตราบจนวันนี้ เวลาจะจัดงานใหญ่อย่างงานบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนที่จังหวัดเลย หรืองานสงกรานต์ที่หลวงพระบางในลาว ฯลฯ ก็จะต้องอัญเชิญท่านขึ้นมา แล้วเชื่อว่างานจะราบรื่น ไม่มีอุปสรรคใด ๆ แต่เพราะตำนานว่าพระอุปคุตจำพรรษาในสะดือทะเล เวลาจะจัดงานใหญ่ จึงต้องจัดขบวนอุ้มองค์ท่านออกจากวัดไปจุ่มน้ำ แล้วยกขึ้นมา เป็นอันว่าท่านขึ้นมาจากสะดือทะเลแล้ว

แต่ปกติถ้าไม่มีพิธีอัญเชิญ ท่านก็จะขึ้นมาบนโลกเองในคืนวันเพ็ญที่ตรงกับพุธ อย่างที่ชาวเหนือเรียก “ปุ๊ดเป็ง” หรือ “พุธเพ็ญ” ความเชื่อเช่นนี้ทำให้เกิดประเพณีตักบาตรเที่ยงคืนวัน “ปุ๊ดเป็ง” นัยว่าเพื่อถวายพระอุปคุต ตำนานยังเล่าอีกว่า พระอุปคุตทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองการสังคายนาพระไตรปิฎกอย่างมุ่งมั่น จนเกือบจะไม่ทันฉันเพล ชนิดที่ฉันไป ต้องแหงนหน้ามองดวงตะวันไปด้วย จึงนิยมปั้น หล่อ หรือแกะสลักพระอุปคุตในท่วงท่าเอามือจกบาตร ขณะแหงนหน้ามองตะวันนั่นเอง

เล่าให้ฟัง มิได้หวังให้ท่านเชื่อทุกอย่างตามตำนาน เพียงอยากให้ท่านได้เข้าใจ เวลาไปเห็นรูปพระนั่งแหงนหน้าจกบาตร จะได้สักการบูชาเพื่อรำลึกถึงคุณความดีของพระอุปคุต แล้วปวารณาตนทำความดีสักเศษเสี้ยวของท่านก็ยังดีนะ

ประวัติความเป็นมาของสาวน้อยนาม “สิเรียม” ก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นเมืองท่าของมอญ มาตั้งแต่สมัยที่มอญรุ่งเรือง ณ เมืองหงสาวดี (หรือพะโค) กระทั่งชนชาติพม่ามายึดครองหงสาวดี แล้วเฟื่องฟูถึงขีดสุดในสมัยบะเยงหน่อง หรือบุเรงนองมหาราช ครั้นถึงยุคที่นันทบุเรง (ราชบุตรบุเรงนอง)เอาบ้านเอาเมืองไว้ไม่อยู่ สิเรียม คือฐานทัพเรือของพวกยะไข่ในการบุกเผาหงสาวดี และขนทรัพย์สมบัติไปเสียก่อนที่พระนเรศวรจะยกทัพไปถึง
กองทัพยะไข่มีทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสเป็นกำลังสำคัญ พอเผาหงสาวดีแล้วก็ยก “สิเรียม” ให้ “ฟิลิป ดือ บริโต” หัวหน้าทหารรับจ้างเข้าครอบครอง ท่ามกลางสุญญากาศทางอำนาจ คือพม่ากำลังทรุด ขณะที่มอญก็ยังอ่อนแอ “ดือ บริโต” จึงปูยี้ปู้ยำสิเรียม ด้วยการบังคับชาวพุทธให้เข้ารีต ปล้นสะดม หลอมทองคำจากพระพุทธรูปตามวัดวาต่างๆ ยับเยิน ก่อนถูกแม่ทัพพม่าบุกมาล้างแค้น จับ “ดือ บริโต” เสียบ(ทั้งตัว)ประจาน
ครั้นพม่าเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ สิเรียมก็กลายเป็นที่ตั้งโรงกลั่นน้ำมันและโรงเบียร์ ที่คลาคล่ำด้วยคนงานจากอินเดีย จวบจนปัจจุบัน มีชาวพม่าเชื้อสายอินเดียอยู่มากมาย ทำมาค้าขายในตลาดเดียวกับชาวมอญและพม่าอย่างสมานฉันท์

จึงไม่น่าแปลกใจ เดินเข้าไปในตลาดสิเรียมวันนี้ พานพบแต่แม่ภารตี เหมือนเดินอยู่ที่ตลาดจันผัดกลางกรุงเดลลี...ยังไงยังงั้น!