ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักไต้หวัน

 

 
 

 

                     

 

ร่วมเดินทางตามรอยบทความ โปรแกรมทัวร์ไต้หวัน

 

ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักไต้หวัน # 1

Taiwan I Love You

ถ้าสิบปีที่แล้วมีใครชวนให้ไปเที่ยวไต้หวัน คงทำหน้างงๆ แล้วคิดในใจว่า “ไม่เห็นรู้จัก รู้จักแต่ F4” แต่เอาเข้าจริง ยิ่งได้มาคลุกคลีอยู่ในแวดวงของการเดินทางพบปะผู้คนมากมาย เรื่องราวการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่ได้ไปเยือนไต้หวันก็ทำให้ภาพของ 4 หนุ่ม F4 หายไป มีก็แต่ภาพของทุ่งลาเวนเดอร์ขนาดใหญ่บานสะพรั่งสุดลูกหูลูกตา ใช้เวลาไปกับการอัพเดทเทรนด์สุดล้ำที่ตึกไทเป 101 ไม่พลาดที่จะนั่งกระเช้าลอยฟ้าชมความงดงามของธรรมชาติรับลมเย็นๆ เหตุผลเท่านี้เพียงพอที่จะแพ็กกระเป๋าเตรียมพ็อกเก็ตมันนี่ไปใช้จ่ายที่ไต้หวันแล้วหรือยัง

เดินทางมาถึงสนามบินเถาหยวนแต่เช้า ตามแพลนเดิมคือต้องแวะไปเที่ยวที่ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ยักษ์ Ta Shee Blooming Oasis เห็นเขาว่าสวยเหมือนกับทะเลดอกไม้ แต่เสียดายที่ผิดแผนไปหน่อย คราวนี้ก็เลยยังไม่มีโอกาสได้เห็นกับตา เราเลือกที่จะไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันก่อนที่วัดจงไถซานซื่อ ว่ากันว่าเป็นวัดที่ทันสมัยที่สุดในไต้หวัน เป็นสถานที่ของนักแสวงบุญ และยังเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ให้พระสงฆ์ได้ศึกษาธรรมะ เห็นการออกแบบอลังการงานสร้างขนาดนี้ก็เพราะเป็นคนเดียวกับที่ออกแบบตึกไทเป 101

ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปหลายองค์ เช่น องค์เทพเจ้าสี่ทิศ องค์พระประธาน ความงดงามของเจเดีย์ 7 ชั้น ที่ใช้ไม้สักของพม่าสร้าง สูง 21 เมตร แต่ละชั้นจะต้องมีพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ประดิษฐานอยู่ ใช้เวลาสร้างกว่า 2 ปี

หลังจากสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองแล้ว ก็ได้เวลาพาเพลินไปกับการล่องเรือทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวันกันแล้ว ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นสวิสเซอร์แลนด์แห่งไต้หวัน บรรยากาศที่แสนโรแมนติกขนาดนี้ คนไต้หวันจึงนิยมมาฮันนีมูนกันที่นี่ ชื่อที่คนไทยรู้จักก็คือ ทะเลสาบสุริยันจันทรา หรือ Sun Moon Lake

 

ทะเลสาบสุริยันจันทรา หรือ Sun Moon Lake ชื่อนี่ได้มาเพราะลักษณะทางภูมิศาสตร์ บริเวณกลางทะเลสาบมีเกาะลาหลู ซึ่งแบ่งทะเลออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนเหนือจะมีรูปเหมือนพระอาทิตย์ และส่วนใต้มีรูปเหมือนพระจันทร์นั่นเอง

ทะเลสาบที่นี่จะมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะโอบล้อมด้วยภูเขา หากจะนั่งเรือชมทะเลสาบก็ซื้อตั๋วคนละ 245 TWD เป็นค่าตั๋วเรือและค่าอาหารเย็น เราขึ้นเรือกันที่ท่าเรือ shuishe ระหว่างทางจะหยุดให้เราแวะที่ท่า Xuanguang Temple บอกเลยว่าน้ำทะเลบริเวณนี้เป็นสีเขียวมรกตจริง ๆ เมื่อแวะที่นี่เราก็ได้ขึ้นไปไหว้พระที่วัด Syuanguang วัดเก่าแก่ที่เป็นที่ประดิษฐานของพระถังซัมจั๋ง สิ่งที่ไม่ควรพลาดหากมาเยือนวัดนี้ก็คือ การเขียนคำอธิฐานลงบนป้ายแล้วนำมาไปผูกไว้ อีกอย่างคือ ต้องชิมไข่ต้มใบชาและสมุนไพรจีน

จุดแวะพักต่อไปคือ ท่า Ita Thao ณ จุดนี้เป็นท่าเรือที่จะต้องเดินผ่านหมู่บ้านเพื่อไปซื้อตั๋วเคเบิ้ลคาร์ที่ Youth Activity Center ถึงแม้จะกลัวความสูงแต่ก็ไม่หวั่น เพราะอยากเห็นความงดงามของไต้หวันจากมุมสูง เมื่อกระเช้าขึ้นไปจนสุดมองลงมาเหมือนอยู่บนสวรรค์ เห็นภูเขาสุดลูกหูลูกตา หมอกสีขาวๆ สวยเกินคำบรรยายจริงๆ

ความสนุกยังไม่หมดเพียงเท่านี้ คืนนี้เลยมีแพลนจะแวะเข้าไปตะลอนเที่ยวตลาดกลางคืนที่เขาว่าใหญ่ที่สุดในไต้หวันกันต่อ

ฝงเจี๋ยไนท์มาร์เก็ต เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเทองไถจง มาที่นี่ที่เดียวครบทุกอย่างที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ของกิน เสื้อผ้า แบรนด์ดังราคาถูก สินค้าแฟชั่นละลานตา ตลาดแห่งนี้เปิดเป็นสวรรค์นักช้อปตั้งแต่ปี 1963 จนถึงปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมิเสื่อมคลาย

 


หลังจากตะลุยราตรีกันจนทรัพย์เกือบจางและกินจนอิ่ม ก็ถึงเวลาเข้าที่พัก คราวนี้เราเลือกพักโรงแรมสไตล์บูติกเล็กๆ City Resort Taichung เป็นโรงแรมที่ตกแต่งสไตล์จีนร่วมสมัย เดินเข้ามาตรงล็อบบี้ก็จะพบเก้าอี้โบราณราวกับหลุดเข้าไปในหนังจีน ภายในห้องพักยังตกแต่งให้มีกลิ่นอายของวันวานในเซี่ยงไฮ้และความทันสมัยของเกาะไต้หวัน ได้ห้องบรรยากาศดีๆ และบริการที่ดีเยี่ยมขนาดนี้ถือเป็นการเริ่มต้นเดินทางที่ยอดเยี่ยมจริงๆ พรุ่งนี้เราจะเดินทางไปยังไทเปเพื่อพบกับสถานที่ท่องเที่ยวประวัติศาสตร์และแหล่งช้อปปิ้งที่รอให้เราไปตกหลุมรักอีกเพียบ

 

ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักไต้หวัน # 2

Taiwan I Love You

ได้เวลาออกเดินทางไปยังไทเปกันแล้ว ครั้งนี้เราเลือกนั่งรถไฟความเร็วสูงเพื่อย่นระยะเวลาการเดินทาง เพิ่มระยะเวลาการท่องเที่ยว

ไทเป เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเกาะไต้หวันอยู่ทางตอนเหนือของเกาะ จะว่าไปก็คล้ายกรุงเทพฯ มีทุกอย่างครบ ขาช้อปต้องไม่พลาดที่จะไปละลายทรัพย์กันที่ Taipei City Hall อยู่ในเขตซินยี่ ย่านนี้เป็นที่ตั้งของตึกไทเป 101, Taipei World Trade Center

 

ตึก Taipei 101 ไม่ได้เป็นแค่แหล่งช้อปปิ้งเท่านั้น ยังถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไต้หวัน มองจากภายนอกตัวอาคาร ได้แรงบันดาลใจมาจากเจดีย์ของจีน มีส่วนที่ยื่นออกมาทุกๆ 8 ชั้น อย่าคิดว่าเป็นแค่ดีไซน์เก๋ๆ การยื่นออกมาเช่นนี้ก็เพื่อความมั่นคงทางสถาปัตยกรรมด้วย และบังเอิญว่าเลข 8 ยังถือเป็นเลขมงคลของคนจีน แสดงถึงความร่ำรวย รุ่งเรือง โชคลาภ ส่วนบริเวณปลายยอดที่เห็นคล้ายๆ แสงไฟ เพราะตั้งใจทำให้เหมือนแสงเทียน สื่อถึงเสรีภาพนั่นเอง

แต่ก่อนตึกนี้เคยติดอันดับตุกที่สูงที่สุดในโลกมาแล้ว ก่อนจะถูกตึก Burj Khalifa ของดูไบแย่งตำแหน่งไป และที่ต้องชื่อว่า Taipei 101 ก็เพราะมีทั้งหมด 101 ชั้น และยังหมายถึงวันที่ 1 เดือน 1 เป็นวันที่ตึกนี้เปิดให้บริการ

แต่ถ้าอยากรู้รายละเอียดลึกกว่านี้ เดินเข้าไปเที่ยวในตึกรับรองครบทั้งข้อมูล ครบทุกมุมมอง 360 องศาเลยล่ะ ไปแล้วก็อย่าพลาดขึ้นไปยังชั้น 91 ชั้นนี้มีจุดให้ออกมายืนถ่ายรูปวิวเมือง สำหรับคนที่กลัวความสูงอย่าเสี่ยงจะดีกว่า ถึงจะปลอดภัยพันเปอร์เซนต์แต่อาจมีอาการขาสั่นได้ ถ้าอยู่จนถึงดึกตึกต่างๆ จะเปิดไฟกันสวยงามมาก

หลังจากชมความงดงามของเมืองหลวงบนวิวความสูงของตึกไทเป ตั้งใจว่าคืนนี้จะฝากท้องกันที่ ซื่อหลินไนท์มาร์เก็ต เป็นตลาดกลางคืนที่ใหญ่ที่สุดในไทเป แบ่งเป็น 2 โซนคือ ตลาดอาหารพื้นเมืองและตลาดคนเดิน ไปตลาดอาหารพื้นเมืองต้องลองชิม เต้าหู้เหม็น และชาไข่มุก บุกมาถิ่นกำเนิดบ้านเขาแล้วจะไปลิ้มลองก็กะไรอยู่ แนะนำว่าเดินกินให้อิ่มก่อนแล้วค่อยไปเดินตลาดคนเดิน ละลานตาไปด้วยเสื้อผ้า รองเท้า ตุ๊กตา เครื่องประดับ รองเท้าบางแบรนด์ถูกกว่าไทย 20-30% เชียวล่ะ จะว่าไปเดินไปสักพักก็รู้สึกเหมือนอยู่เยาวราช สำเพ็งยังไงยังงั้น หลังจากเดินกันจนเมื่อยกินกันจนอิ่มก็ได้เวลาเข้าที่พัก เก็บแรงไว้ออกมาตะลุยไทเปวันรุ่งขึ้น

เช้าวันที่ 3 เราเลือกจะแวะไปสักการะวัดเก่าแก่ของไทเปนั่นก็คือ วัดหลงซาน อีกหนึ่งหมุดหมายที่พลาดไม่ได้ของการมาเยือนไทเป วันนี้มีชื่อไทยเรียกง่ายว่า วัดมังกร เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในไทเป อายุอานาม 273 ปี สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา วัดนี้อาจเป็นแค่แหล่งท่องเที่ยวที่ควรมา แต่สำหรับชาวไต้หวันการมาสักการะเจ้าแม่กวนอิม การมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเหมือนวัฒนธรรมอันยาวนานที่นับถือสืบต่อกันมา ขณะที่เที่ยวชมวัดนี้ก็สงบเสงี่ยมวาจาและกิริยากันสักหน่อย ถ้าไม่ถนัดไหว้พระก็ เดินชมความงดงามของเสาศิลาที่แกะสลักลวยลายมังกร เป็นอีกจุดไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวต้องเล็งกล้องเก็บภาพมาอวดกัน แต่บอกไว้ก่อนว่ามีทั้งหมด 12 เสา จะเก็บทั้งทีต้องเก็บให้ครบ

จุดหมายต่อมาคือ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติกู้กง แหล่งเก็บงานศิลปะและโบราณวัตถุล้ำค่าไว้มากถึง 6 แสนกว่าชิ้น อาทิ เครื่องสำริด เซรามิก หยก งานแกะสลัก ภาพเขียน หนังสือ เอกสารสำคัญๆ สมบัติเหล่านี้มาพร้อมกับท่านเจียง ไค เซ็ค และประชาชรกว่า 2 ล้านคน ในช่วงที่ต้องลี้ภัยจากจีนมาเกาะไต้หวัน ชิ้นที่ล้ำค่าที่สุดเห็นจะเป็น หยกผักกาดขาว งานแกะสลักหยกสีขาวเขียวในก้อนเดียวกัน ถือเป็นหยกหายาก ใช้เป็นของหมั้นของคนในพระราชวังหลวงสมัยก่อน อีกชิ้นคือ หินเนื้อหมู เป็นหินทึบแสงแกะสลักโดยช่างสมัยราชวงศ์ชิง ถ้ามองหาของฝากที่นี่ก็มีของฝากที่เป็นสัญลักษณ์หยกผักกาดขาวทำออกมาหลายแบบ เป็นของฝากที่แฝงไว้ด้วยความเป็นสิริมงคล

ต่อจากนั้น เราก็ไปยังอนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ค เป็นอนุสรณ์ที่สร้างเพื่อรำลึกถึง เจียง ไค เซ็ค ประธานาธิบดีของชาวไต้หวัน ตัวอาหารสูง 76 เมตร ทำจากหินอ่อนสีขาว หลังคาทำด้วยกระเบื้องสีน้ำเงิน สีสวนดอกไม้ บันไดขึ้นตัวอาคารนับได้ 89 ขั้น เพื่อให้เท่ากับอายุของเจียง ไค เซ็ค แต่ความยิ่งใหญ่อลังการของที่นี่ สร้างความประทับใจกันตั้งแต่ประตูด้านหน้าดีไซน์ออกมาในแบบยุคราชวงศ์หมิง สูง 30 เมตร ถ้าโชคดีมาช่วงที่เขาจัดงานอาจจะมีภาพสวยๆ แปลกตากลับไป บริเวณลานกว้าง Liberty Square จะใช้เป็นลานจัดกิจกรรม งานอีเวนท์ระดับชาติ บางทีก็มีคู่บ่าวสาวมาถ่ายรูปแต่งงาน

ระยะเวลา 3 วันกับการไปเที่ยวยังจุดสำคัญต่างๆ ของไต้หวันทำเอาเหนื่อยพอดู แต่ก็คุ้มเกินคุ้ม บางจุดก็ยังใช้เวลาน้อยเกินไป จนบอกกับตัวเองว่าต้องกลับมาอีกให้ได้และใช้เวลาในแต่ละที่ให้นานกว่านี้ เชื่อว่าต่อให้กลับมาอีกครั้งก็จะได้พบเห็นความอัศจรรย์ที่ไม่เหมือนเคย บอกได้อย่างไม่อายเลยว่า ถึงแม้จะเป็นการมาไต้หวันครั้งแรก แต่ประเทศนี้ก็ทำเอาฉันตกหลุมรักเต็มเปา ฉันสัญญากับตัวเองว่า ต้องหาเวลามาเที่ยวไต้หวันให้ได้